บทความดีๆ ที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน
ยาวไปหน่อย แต่คุ้มค่าที่เสียเวลาทุกวินาที
 
 
วันที่ 2 มีนาคม 1995 ย้อนกลับไปเมื่อสิบสี่ปีก่อน วันนั้นคือวันแรกที่ผมมีโอกาส ได้ดูลิเวอร์พูลลงเล่นเป็นครั้งแรกครับ

เกมนั้นคือนัดชิงชนะเลิศโคคา โคล่าลีกคัพ ภาพสตีฟ แมคมานามาน ยิงสองประตู พาลิเวอร์พูลเอาชนะโบลตัน วันเดอเรอส์ 2-1 ซึ่งเป็นแชมป์แรก และแชมป์เดียว ในยุคของรอย อีแวนส์ ยังคงติดตาผมอยู่จนถึงวันนี้

ถึงแม้ที่อังกฤษจะเป็นเกมใหญ่ก็ตาม แต่สำหรับบ้านเรายุคนั้น ฟุตบอลอังกฤษยังไม่บูมมากเท่านี้ เช่นเดียวกับระบบการถ่ายทอดสด ที่ยังไม่เจริญมากเช่นกัน ทำให้ยังเป็นการถ่ายแห้ง หรือเอาภาพเทปมาฉายทางช่องเจ็ดเท่านั้น

แต่ถึงจะไม่ใช่ถ่ายทอดสด มันก็ยังทำให้ผมที่ยังเป็นแค่เด็กประถมธรรมดา ผู้ไม่เคยเห็นฟุตบอลระดับสูงขนาดนี้มาก่อน ก็ได้แต่ตื่นตะลึงอยู่หน้าจอทีวี

ภาพการต่อบอลที่ไหลลื่น ภาพกองเชียร์นับหมื่นในเวมบลีย์ และภาพเสื้อสีแดงสดที่สะดุดตา มันทำให้เด็กคนนั้นละสายตาไปจากโทรทัศน์ไม่ได้เลย

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่รู้ตัวอีกที ผมก็กลายมาเป็นแฟนหงส์แดงเต็มตัวซะแล้ว

ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลลงเล่น จะเฝ้ารอเกมด้วยใจตื่นเต้น คอยลุ้นเสมอว่าเกมนี้ 11 ตัวจริงจะเป็นใคร

เวลาทีมชนะ จะรู้สึกดี ทำอะไรก็มีความสุข ภาพที่ทีมยิงประตูได้จะดูรีเพลย์ซ้ำไปซ้ำมากี่รอบก็ไม่เบื่อ

ในขณะที่เวลาทีมแพ้จะรู้สึกเซ็งขึ้นมาทันที ยิ่งถ้าแพ้กับทีมคู่ปรับอย่าง ยูไนเต็ด ยิ่งเจ็บช้ำเป็นสิบเท่า

เชื่อมั้ยครับ ว่าตอนที่ลิเวอร์พูลแพ้แมนฯยูไนเต็ด 2-1 ในเอฟเอคัพปี 1999 ที่ยอร์ก กับโซลชา ยิง 2 ประตูช่วงท้ายเกม ทำให้ผมถึงกับน้ำตาร่วง งอแง ไม่ยอมไปโรงเรียนวันรุ่งขึ้น มานึกเอาตอนนี้ก็ตลกตัวเองเหมือนกัน

เวลาผ่านไป พอโตขึ้น ในปัจจุบันที่มีอินเตอร์เนต รวดเร็วขนาดนี้ ยิ่งทำให้เข้าถึงข่าวสารของลิเวอร์พูลมากขึ้น ข่าวคราวทั้งเรื่องจริง และซุบซิบ ผ่านหูตลอดเวลา

ได้รู้จักสโมสรยิ่งขึ้น มีโอกาสได้ไปแอนฟิลด์ และชมวิถีชีวิตของชาวเมืองลิเวอร์พูล จนผมพอจะบอกตัวเองได้ว่า ถึงแม้ไม่ได้เกิดที่นั่นก็เถอะ แต่เรานี่ก็คลั่งสโมสรไม่ได้แพ้ สเกาเซอร์ เท่าไหร่หรอกนะ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะคิดว่าตัวเองรู้จักสโมสรดีพอสมควรก็ตาม แต่กลับมีอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่เคยเข้าใจในความหมายอย่างถ่องแท้

นั่นคือประโยคที่ติดไว้ที่โลโก้เหนือสีแดงสง่าของนกลิเวอร์เบิร์ด

You'll never walk alone

เราจะไม่ปล่อยให้คุณเดินเดียวดาย ?


ไม่ปล่อยหรอ ... ฟังดูดีนะ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน

ในยุคนี้ที่ช่องว่างระหว่างนักฟุตบอลรายได้ แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ กับชาวบ้านที่ได้เงินแค่ 5 ปอนด์ ต่อชั่วโมง มันไปไกลคนละเรื่องแล้ว นักฟุตบอลระดับสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ไม่มีวันมาเอื้อมมองและสนใจชาวบ้านที่ทำงานในร้านขายของชำหรอก

ยิ่งคิด ยิ่งทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเอง คำถามที่ผมตอบไม่ได้

ว่า ประโยค You'll never walk alone จริงๆแล้วมันมีความหมายอะไรบ้างหรือเปล่า

หรือจริงๆแล้ว เป็นแค่เพียงประโยคธรรมดา ที่ไม่ได้มีคุณค่าใดๆ ต่อนักเตะ และสโมสรทั้งนั้น

1.

ในค่ำคืนมิราเคิลไนท์ ที่อิสตันบูล จะเป็นคืนที่แฟนหงส์แดงทั่วโลก ไม่มีวันลบเลือนตลอดจนชั่วชีวิต
 

 
การคัมแบ็ก กลับมาคว้าชัยชนะเหนือเอซี มิลานทั้งๆที่โดนนำไปสามประตู ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกที่ตื่นเต้นที่สุด ตั้งแต่มีการจัดการแข่งขันมา

สำหรับไมเคิล ชิลด์ เด็กหนุ่มร่างใหญ่วัย 18 ที่เป็นแฟนลิเวอร์พูลตั้งแต่เกิดก็เช่นกัน เขาถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลพราก ทันทีที่เห็นสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในสนามอตาเติร์ก

ไมเคิล นำเงินเก็บทั้งหมดที่ตัวเองทำงานพิเศษมาครึ่งปี ใช้เพื่อค่ำคืนนี้ ทั้งซื้อตั๋วเกมนัดชิงชนะเลิศที่สุดแพง ,ตั๋วเครื่องบินจากอังกฤษมาตุรกี, ค่าโรงแรม ฯลฯ

แต่จำนวนเงินมากมาย เขาไม่ได้รู้สึกสูญเปล่าอะไรเลย เมื่อเห็นทีมรักคว้าแชมป์ยุโรปได้อย่างเหลือเชื่อแบบนั้น

หลังจบแมตช์ ไมเคิล เดินทางกลับบ้านที่ลิเวอร์พูล แต่ความรู้สึกสะใจในชัยชนะยังคงเปี่ยมล้น ดังนั้นเขากับเพื่อนอีกราวสิบคน ในกลุ่มลิเวอร์พูลแฟนคลับ จึงตัดสินใจใช้เงินเก็บที่เหลือ เดินทางไปฉลองกันให้แบบสุดๆ ที่ต่างประเทศ ที่โรงแรมเล็กๆริมทะเลแบล็กซี ในประเทศที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างบัลแกเรีย

แต่อนิจจา ไมเคิลผู้น่าสงสาร เขาไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดว่า การเดินทางในครั้งนั้น จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล


2.


วัน ที่ 30 พฤษภาคม 2005 ห้าวันหลังเกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ มาร์ติน จอร์เจฟ บาร์เทนเดอร์หนุ่มแห่งโรงแรมโกลเด้น แซนด์รีสอร์ท เข้ากะทำงานเป็นปกติ

สำหรับจอร์เจฟ วันนี้เขารู้สึกว่างานหนักเป็นพิเศษ มีนักดื่มหลายสิบ ทั้งคนท้องถิ่น และชาวต่างชาติเข้ามาสั่งเครื่องดื่มไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม ถึงงานจะหนักแต่เขาก็ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบตีห้าแล้ว อีกชั่วโมงเดียวบาร์ก็จะเลิก และเหล่าขี้เมาก็จะกลับไปนอนตามเดิม

ทว่าเรื่องกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อไปๆมาๆมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างสิงห์ขี้เมาอังกฤษกับ กลุ่มนักดื่มท้องถิ่นชาวบัลแกเรียน จนเหตุการณ์ลุกลามใหญ่โต กลายเป็นสนามมวยขนาดย่อม

ด้วยหน้าที่ จอร์เจฟ รีบกระโจนออกไปห้ามปรามและแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันทันที แต่ความหวังดีก็กลับนำพาโชคร้ายมาให้ เมื่อจู่ๆ ชายสามคนในกลุ่มนักดื่มอังกฤษ เข้าใจว่า จอร์เจฟ เป็นกลุ่มบัลแกเรียนที่มีเรื่องกัน จึงจับรุมซ้อมทั้งชก ,ถีบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบาร์เทนเดอร์วัย 25 ลงไปกองกับพื้น

จากนั้น หนึ่งในสามคนดังกล่าวก็คว้าก้อนอิฐบล็อกที่เอาไว้ตกแต่งร้าน ฟาดกบาลจอร์เจฟที่ไม่มีทางสู้แบบสุดแรง

มาร์ติน จอร์เจฟ แน่นิ่งไปทันที เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ผลการตรวจของแพทย์หลังจากนั้นยืนยันว่า เขากะโหลกร้าว โอกาสรอดน้อยมาก หรือถ้ารอดมาได้ ก็ต้องมีอาการเจ็บปวดไปเรื่อยๆตลอดชีวิตอยู่ดี

ความรุนแรงของคดีนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับสูงสุด ตำรวจท้องถิ่นตั้งข้อหาพยายามฆ่ากับคนที่ใช้ก้อนอิฐทำร้ายจอร์เจฟทันที

แต่ปัญหาเดียวของคดีนี้ก็คือ ด้วยความมืดและชุลมุน จึงไม่มีใครเห็นหน้าคนลงมือแน่ชัด แต่พยานหลายปากยืนยันว่า เป็นชายชาวอังกฤษรูปร่างท้วม มีสำเนียงการพูดเป็นสเกาเซอร์

เมื่อตำรวจได้รูปพรรณสัณฐานของคนลงมือ ก็เริ่มค้นหาทันที และก็ช่างบังเอิญ ที่ในโรงแรมโกลเด้น แซนด์รีสอร์ท มีชายอังกฤษร่วงท้วมอยู่เพียงคนเดียว ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่อยู่ของตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

ไมเคิล ชิลด์ เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายของเรานั่นเอง
 

 
 
3.


ชิลด์ ยืนยันว่า เขานอนหลับอยู่ในห้อง และไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ แต่ตำรวจบัลแกเรียไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ผู้ร้ายมักจะปากแข็ง

ถึงแม้ตำรวจจะไม่มีหลักฐานที่จะมัดตัวชิลด์ ทั้งหลักฐานนิติเวช,กล้องวงจรปิด และดีเอ็นเอ แต่คำให้การของพยาน 9 ปาก ที่ให้รูปพรรณสัณฐานนั้นตรงกับบุคลิกของชิลด์ทุกประการ

เขาไม่มีพยานช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ ไม่มีหลักฐานอะไรรองรับเช่นกัน ดังนั้นลำพังแค่การยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่ได้ก่ออาชญากรรม จึงไม่มีน้ำหนักใดๆ

ซึ่งบทสรุปนั้นก็คือตำรวจยัดชิลด์เข้าคุก และปิดคดีอย่างรวดเร็วทันใจ

เดชะบุญที่จอร์เจฟ รอดชีวิตมาได้อย่างมหัศจรรย์ (รูปด้านซ้าย จอร์เจฟกับแผลผ่าตัดที่ศีรษะ) ทำให้บทลงโทษ เหลือเพียงจำคุก 15 ปี พร้อมโทษปรับอีกเจ็ดหมื่นปอนด์ แทนที่จะเป็นจำคุกตลอดชีวิต
 

 
แต่สำหรับชิลด์ เด็กหนุ่มขี้อายจากย่านเวฟเวอร์ทรีคนที่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ทำ การโดนจำคุกแค่วันเดียว ก็หนักหนาเกินไปสำหรับเขาแล้ว

เขาแค่ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมาชดใช้ความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อด้วย

ชิลด์ เรียนจบไฮสคูลด้วยคะแนนระดับท็อป และสอบคัดเลือกเข้าเป็นวิศวกรในการรถไฟแห่งชาติได้สำเร็จ อนาคตอันงดงามรอเขาอยู่ข้างหน้า

แต่ทุกอย่าง ชีวิต ความฝัน ความหวังก็จบสิ้นลงง่ายๆ โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องขอความเป็นธรรมด้วยซ้ำ


4.


ทันทีที่มาเรีย ชิลด์ ได้รับข่าวว่า ไมเคิล ลูกชายคนเดียวของครอบครัวติดคุกในความผิดที่ไม่ได้ก่อที่บัลแกเรีย น้ำตาเธอก็ไหลออกมา

หลังหยุดร้อง สิ่งแรกที่เธอนึกออก คือโทรไปหาสถานฑูตสหราชอาณาจักรที่บัลแกเรีย แต่มันก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะทางการบัลแกเรียตัดสินคดีไปแล้ว และอังกฤษก็ไม่มีอำนาจแทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่นด้วย

เธอสับสน ว้าวุ่น ทรมาน ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ใครกันที่จะช่วยลูกชายของเธอให้ออกมาจากนรกที่ต่างแดนได้

มาเรียรู้จักลูกชายของเธอดี ไมเคิลเป็นคนขี้อาย เรียบร้อย ไม่ใช่คนประเภทที่จะมีเรื่องกับใคร ดังนั้นเธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาจะทำร้ายคนอื่นจนปางตายได้ แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็เถอะ เธอจะทำอะไรได้ ลำพังคนเดีย